ก่อนจะทำความเข้าใจคำว่า ‘ธุรกิจไอที’ เรามารู้จักความหมายของคำว่า ธุรกิจ และ ไอทีกันก่อน เพื่อสร้างความรู้พื้นฐานให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจกับคำว่า ธุรกิจไอที กันค่ะ

ธุรกิจคืออะไร?

คำว่า ธุรกิจ ในภาษาอังกฤษคือ Business มาจากคำว่า Busy แปลว่ายุ่ง ยุ่งจากอะไร? แน่นอนว่าจะต้องมาจาก ‘งาน’ ที่ทำอยู่นั่นเอง ดังนั้น Busy จึงแปลว่ามีงานมาก หรือมีธุระได้เช่นกัน จากความหมายของคำว่า Busy เชื่อมโยงมายังคำว่า ธุรกิจ ที่เกิดจากการรวมกันของคำว่า ธุระ (เรื่องส่วนตัว) + กิจ (งานที่ต้องทำ) แปลรวมๆได้ว่า ‘งานส่วนตัว’

เริ่มมองออกและเห็นภาพคร่าวๆกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าทำไมเขาถึงเรียกงานของบุคคลนั้นๆ หรือกลุ่มนั้นๆที่ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาล (ที่ทำงานเพื่อประชาชนหรือส่วนรวม) ว่า ‘ธุรกิจ’ นั่นเพราะมันเป็นงานที่ทำแล้วให้ผลประโยชน์กับคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตรงกับความหมายของราชบัณฑิตราชยสถานกำหนดไว้ คือ ‘การงานประจำเกี่ยวกับอาชีพค้าขาย หรือกิจการอย่างอื่นที่สำคัญและที่ไม่ใช่ราชการ’ ตามที่กล่าวมาข้างต้น

ดังนั้น ธุรกิจ จึงเป็นระบบระบบหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้า การซื้อขาย การบริการ ระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการ ส่วนผู้ประกอบการได้รับผลกำไร เม็ดเงินในการขับเคลื่อนและขยายธุรกิจของตัวเองต่อไป

ไอที คืออะไร?

Information Technology หรือไอที แปลว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ มาจากการรวมกันของคำสองคำคือ เทคโนโลยี (สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากกระบวนการความรู้เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา) + สารสนเทศ (ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้) เมื่อรวมกันแล้วจึงให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศว่า การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการข้อมูล ข้อเท็จจริง และความรู้ เพื่อเพิ่มมูลค่า ความเป็นระบบระเบียบในการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บ และส่งต่อข้อมูลให้ผู้อื่น

ดังนั้น เมื่อคำว่า ‘ธุรกิจ’ รวมกับคำว่า ‘ไอที’ จึงหมายถึง…

            ระบบการทำงานที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการ ระหว่างองค์กรและผู้บริโภค เพื่อให้ได้ผลกำไร หรือผลประโยชน์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงิน หรือจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันหลายๆ องค์กรมีการปรับตัวนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการเพิ่มผลกำไรกันมากขึ้น เนื่องจากสังคมปัจจุบันเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกันมากน ซึ่งผลจากสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2019 ก็ช่วยยืนยันอีกเสียงว่ามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจริง จากร้อยละ 34.9 (จํานวน 21.8 ล้านคน) เป็นร้อยละ 56.8 (จํานวน 36.0 ล้านคน) เชียวละ! แสดงให้เห็นว่าเมื่อสังคมมีพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป ภาคธุรกิจต้องปรับตาม เพื่อให้เข้าถึงผู้คน/กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันนั่นเอง