กระแสไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้าสำคัญอย่างไรต่อการชาร์จ

หากว่ากันด้วยเรื่องของการชาร์จแบตเตอร์รี่ต่างๆ แล้วนั้น สิ่งที่สำคัญนอกเหลือจากสายชาร์จและหัวชาร์จนั้นก็คือ “กระแสไฟ” ของบ้าน ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ประเทศอีกด้วยครับ วันนี้เราจึงอยากพาทุกๆ ท่านไปพบกับ “กระแสไฟฟ้าสำคัญอย่างไรต่อการชาร์จ” พร้อมกับไปสำรวจกระแสไฟฟ้าของประเทศอื่นๆ กันด้วยครับ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น…..เราไปลุยกันเล้ยย!!

กระแสไฟฟ้า คืออะไร?

กระแสไฟฟ้า (electric current) คือการไหลของประจุไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ในประจุยังสามารถถูกนำพาโดยไอออนได้เช่นกันในสารอิเล็กโทรไลต์ หรือโดยทั้งไอออนและอิเล็กตรอนเช่นใน พลาสมา กระแสไฟฟ้ามีหน่วยวัด SI เป็น แอมแปร์ ซึ่งเป็นการไหลของประจุไฟฟ้าที่ไหลข้ามพื้นผิวหนึ่งด้วยอัตราหนึ่ง คูลอมบ์ ต่อวินาที กระแสไฟฟ้าสามารถวัดได้โดยใช้ แอมป์มิเตอร์ กระแสไฟฟ้าก่อให้เกิดผลหลายอย่าง เช่น ความร้อน (Joule heating) ซึ่งผลิต แสงสว่าง ในหลอดไฟ และยังก่อให้เกิด สนามแม่เหล็ก อีกด้วย ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายใน มอเตอร์, ตัวเหนี่ยวนำ, และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

หลักการชาร์จแบตเตอร์รี่โทรศัพท์ที่ดีเพื่อไม่ให้แบตเสื่อม

●ชาร์จแบตให้เต็มก่อนใช้งาน ถ้าเป็นคนก็คงหมายถึง การพักผ่อนให้เพียงพอ พอตื่นขึ้นมาก็จะสดชื่น พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ส่วนคำว่าชาร์จแบตให้เต็มของอุปกรณ์ไอที หมายถึงการชาร์จให้เต็มจริงๆ ไม่ชาร์จนิดหน่อยแล้วนำไปใช้ หรือเพิ่งใช้ปุ๊บแล้วรีบชาร์จปั๊บ เพราะจะทำให้การกักเก็บประจุในแบตเตอรี่ไม่สมบูรณ์

●อย่ารอให้แบตหมดหรือต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ การที่เราใช้อุปกรณ์เพลิน ไม่ว่าจะสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป หรือสมาร์ทวอทช์ จนปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงแล้วค่อยชาร์จ ให้พึงระลึกเสมอว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์นั้น คือ การวางยาพิษให้แบตเตอรี่ตายอย่างช้าๆ

●ไม่ชาร์จไป ใช้ไป นี่คือข้อห้าม! เพราะการชาร์จไฟไปแล้วใช้ไป ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ เนื่องจากมีการอัดไฟเพิ่มขึ้นตลอดเวลาจนเกิดความร้อนมาก ทั้งประจุไฟฟ้าที่ไหลเข้าอย่างรวดเร็ว และความร้อนคือ สาเหตุสำคัญของแบตเสื่อม และมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุรุนแรงอย่างแบตระเบิดได้ ควรชาร์จให้เต็มแล้วถอดปลั๊ก นำไปใช้ตามปกติ พอแบตลดจนถึง 20 เปอร์เซ็นต์ค่อยนำไปชาร์จใหม่

●ใช้สายและหัวชาร์จของแท้ เพราะอุปกรณ์ชาร์จไฟที่ดีที่สุดของอุปกรณ์ไอทีก็คือ ของแท้แบรนด์เดียวกัน เหตุผลคือ ของแท้ และตรงรุ่นจะทำมาให้ตรงกับกำลังไฟที่เหมาะสมกับอุปกรณ์นั้นๆ รวมถึงมีฟังก์ชันต่างๆ ที่แมตช์กัน

กำลังไฟฟ้าของแต่ละประเทศที่น่ารู้

–          ไทย กำลังไฟ 220V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B/C/F

–          ญี่ปุ่น กำลังไฟ 100V 50Hz/60Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B

–          เกาหลีใต้ กำลังไฟ 110V/220V 60Hz ใช้ปลั๊ก Type C/F

–          สิงคโปร์ กำลังไฟ 230V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type C/G/M

–          จีน กำลังไฟ 220 V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type A/C/I

–          ฮ่องกง 220V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type G/D

–          อินเดีย 230V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type C/D/M

–          ไต้หวัน กำลังไฟ 110V 60Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B

–          ทวีปยุโรป หลายประเทศ เช่น รัสเซีย นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ออสเตรีย กำลังไฟ 230V 50 Hz ส่วนใหญ่ใช้ปลั๊ก Type C ร่วมกับ F และ เดนมาร์ก C/F/E/K ส่วนType G เฉพาะประเทศอังกฤษ Type C และ J เฉพาะสวิตเซอร์แลนด์ Type C และE เฉพาะ ฝรั่งเศส เช็ก และเบลเยี่ยม

–          ทวีปอเมริกา  กำลังไฟ กำลังไฟ 120V 60Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B สำหรับ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา และกำลังไฟ 120V 60Hz สำหรับบราซิล (เป็นประเทศที่ยังมีไฟฟ้าระบบ 2 แรงดันควรตรวจสอบกำลังไฟก่อนใช้งานเพื่อป้องกันเครื่องใช้ฟฟ้าเสียหาย) บราซิลใช้ปลั๊ก Type C และ N เม็กซิโก กำลังไฟ 127V 60Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B สุดท้าย กำลังไฟ 220V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type C/I สำหรับอาร์เจนตินา

–          ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 230V 50 Hz ใช้ปลั๊ก Type I

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “กระแสไฟฟ้าสำคัญอย่างไรต่อการชาร์จ” ที่เราได้นำมาฝากทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้นนี้ หวังว่าจะชอบกันนะครับ

การชาร์จแบบ Wireless
การชาร์จแบตแบบ Wireless เป็นอย่างไร

สิ่งใดที่สามารถซื้อเวลาและลดเวลาหรือขั้นตอนต่างๆ ในการทำงานได้นั้น…ย่อมเป็นจุดขายและแรงดึงดูดที่เหมาะสมเพื่อให้เราได้เลือกสินค้าในการใช้งาน ซึ่งเรื่องของแบตเตอร์รี่โทรศัพท์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เราจะต้องให้ความสำคัญพอๆ กัน  ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันมีระบบ “Fast Charge” ที่ช่วยประหยัดเวลาในการชาร์จแบตและมีอีกหนึ่งการชาร์จที่มีความสะดวกสบายซึ่งนั้นก็คือ “การชาร์จแบบ Wireless หรือ ชาร์จแบบไร้สาย” ที่วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกันครับ จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น…เราไปชมกันเล้ยย!!

การชาร์จแบบ Wireless เป็นอย่างไร?

ลักษณะการชาร์จไร้สาย ทำงานโดยที่แท่นชาร์จไร้สายและด้านหลังของโทรศัพท์มือถือ จะมีขดลวดโลหะเหนี่ยวนําอยู่ เมื่อแท่นชาร์จได้รับไฟฟ้ากระแสสลับจากเต้าเสียบจะเกิดสนามแม่เหล็กขึ้นรอบขดลวดเหนี่ยวนํา และเมื่อวางโทรศัพท์ลงไปที่แป้นรับ จะเกิดสนามแม่เหล็กรอบขดลวดและโลหะเหนี่ยวนำของโทรศัพท์เช่นกัน การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กที่แท่นชาร์จและด้านหลังของโทรศัพท์มือถือ ในระดับที่สอดคล้องกันจะทําให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น

หลักการทำงานของการชาร์จไร้สาย

ไฟกระแสหลักจะถูกแปลงไฟเป็นกระแสไฟ AC โดยส่งผ่านแผ่นคอยล์ (ดูภาพประกอบ) เป็นลักษณะสนามแม่เหล็กในคลื่นที่ตรงกัน ทางด้านการชาร์จก็จะแปลงจากไฟ AC เป็น DC ดังนั้นการชาร์จไร้สาย จึงจำเป็นจะต้องมีพื้นผิวสัมผัสของมือถือที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้น โดยเฉพาะวัสดุเคสที่ไม่หนาจนเกินไป และจะต้องรองรับการชาร์จไร้สายได้ดี โดยไม่มีวัสดุที่ขัดขวางการชาร์จแบบไร้สาย เช่น เคสไม้ ซึ่งเคสพลาสติกหนาก็อาจมีผล

ประโยชน์ของการชาร์จไฟแบบไร้สาย

ถ้าเอาแบบคิดง่ายๆ ก็เลยคือ ใครที่ใส่เคสกันน้ำ แบบเอาไปเล่นน้ำเนี่ย เคสมีลักษณะปิดหุ้มทั้งเครื่อง จะชาร์จไฟก็ต้องแกะเคสออกมา ก็จะเสี่ยงหากใส่กลับไปกลัวน้ำเข้าได้อีก ถ้าเป็นชาร์จไร้สายนี่ ชาร์จทั้งเคสกันน้ำได้เลย และอีกข้อดีคือ การชาร์จมือถือแบบมีสาย เราอาจจะสะดุดสายเตะสายลากมือถือหล่นพื้นได้ แต่การชาร์จไร้สายสะดวกกว่าเยอะนั้นเองครับ

สิ่งที่จำเป็นในการชาร์จโทรศัพท์แบบ Wireless

แท่นชาร์จ และมือถือต้องรองรับ Wireless Charging  แท่นชาร์จมักจะมียางกันลื่นเพื่อให้เราวางสมาร์ทโฟนชาร์จได้อย่างมั่นคง ไม่ลื่นหลุด ไหลหล่นพื้น ส่วนมือถือ / สมาร์ทโฟนก็จะต้องใส่เคส หรือมีวัสดุที่ไม่ลื่นไหลหล่นพื้นด้วยเช่นกัน

มาตรฐานของเทคโนโลยีชาร์จ Wireless

รองรับกำลังไฟสำหรับชาร์จมือถือต่ำสุดอยู่ที่ 5W (ระดับเริ่มต้น), 7.5W, 15W และล่าสุดที่ 30W ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ที่ผู้ผลิตมือถือออกแบบ นอกจากนี้การที่จะชาร์จไร้สายให้ได้ความเร็วเท่ากันนั้นก็จำเป็นต้องหาแท่นชาร์จไร้สายที่มีกำลังไฟเท่า ๆ กันด้วย โดยที่เห็นให้เลือกเยอะหน่อยคือ Belkin แต่ยิ่งจ่ายไฟได้แรง ราคาก็จะยิ่งสูงตามขึ้นไปด้วยเช่นกัน

ข้อดีของการชาร์จแบบ Wireless หรือการชาร์จไร้สาย

จุดเด่นหลักๆ ที่เห็นได้ชัดเจนของที่ชาร์จไร้สายก็คือ ความสะดวกและความคล่องตัวในการใช้งาน เพียงแค่เราวางสมาร์ทโฟนไปบนแท่นชาร์จ ก็จะเริ่มกระบวนการชาร์จไฟทันที บางรุ่นก็จะมีการสำรองไฟไว้ในตัว เราจึงพกพาออกไปนอกบ้านได้คล้ายกับการพกพาวเวอร์แบงค์นั่นเอง แต่ไม่ต้องมีสายเชื่อมต่ออะไรให้วุ่นวายนั้นเอง นอกจากนี้การชาร์จแบบไร้สายยังประหยัดเวลามากกว่าการชาร์จแบบใช้สายในบางครั้งอีกด้วยครับ

และนี้ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับ “การชาร์จแบตแบบ Wireless เป็นอย่างไร” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเละน่าติดตามเพื่อการใช้งานในอนาคตอีกด้วยครับ เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจกันไม่มากก็น้อยกันนะครับ

Fast Charge
ทำความเข้าใจกับ Fast Charge

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบันนั้น เป็นอะไรที่ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการสื่อสาร โซเชียลหรือแพลตอฟอร์มที่เพิ่มความสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ แบบขั้นสุดอย่าง “โทรศัพท์มือถือ” ก็ต้องกล่าวได้ว่ามีกันทุกคนเลยหล่ะครับ ซึ่งการใช้งานหนักๆ ก็ย่อมทำให้แบตเตอร์รี่ลดลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย แต่การมาของ “Fast Charge” ก็ช่วยลดเวลาในการรอชาร์จแบตได้เป็นอย่างมากเลยหล่ะครับ วันนี้เราจึงอยากพาทุกๆ ท่านไปพบกับ “ทำความเข้าใจกับ Fast Charge” กันครับ

ปัญหาเรื่องแบตเตอร์รี่เสื่อมมักจจะเกิดจากอะไรได้บ้าง?

การที่แบตเตอร์รี่โทรศัพท์เสื่อมเร็วนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่

●การใช้งานแบตเตอรี่จนเกลี้ยงแล้วค่อยชาร์จ เพราะทุกๆ การชาร์จหนึ่งรอบนั้นเซลล์แบตเตอร์รี่จะค่อยๆ มีอายุการใช้งานที่สั้นลงไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ไม่สามารถชาร์จเต็ม 100% แบบแท้จริงได้นั้นเองครับ

●ความร้อน เมื่อเกิดการชาร์จแบตเตอร์รี่จะทำให้เกิดความร้อนเกิดขึ้น ซึ่งหากใช้งานโดยไม่ระมัดระวัง แบตร้อนจะส่งผลทำให้เซลล์พลังงานเสื่อมสภาพได้ไวกว่าเดิมนั้นเองครับ

แล้ว Fast Charge คืออะไร?

เทคโนโลยีการชาร์จเร็ว (Fast Charging Technology) เป็นคุณเทคโนโลยีที่จะช่วยให้เราสามารถ ชาร์จอุปกรณ์พกพา ต่างๆ ได้ในเวลาที่รวดเร็วกว่าเวลาที่ต้องใช้ปกติ (เรียกสั้นๆ ว่า “Fast Charge”) ซึ่งโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ ของคุณจะรองรับการชาร์จนี้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า แผงวงจรการชาร์จรองรับการชาร์จแบบนี้หรือเปล่านั่นเอง

การ Fast Charge จะทำให้แบตเตอรี่เสียหายหรือเปล่า?

เนื่องจากความร้อนที่เกี่ยวข้องกับการชาร์จอุปกรณ์ของคุณด้วยพลังงานสูง และอย่างที่หลาย ๆ คนอาจจะพอทราบกันอยู่แล้วว่า ความร้อนนั้น ไม่ส่งผลดีต่อแบตเตอรี่สักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับ แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน (Li-Ion Battery) ที่สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ใช้ในปัจจุบัน ทำให้เป็นเหตุผลที่ผู้ผลิตระบบชาร์จเร็วหลายเจ้า พยายามลดความร้อนให้มากที่สุดในขณะที่เพิ่มการประจุให้ได้มากที่สุดไปด้วย ซึ่งอาจจะไม่ส่งผลเสียต่อแบตเตอร์รี่โดยตรงหากไม่เกิดการใช้กำลังไฟที่เกินขนาดครับ

USB PD มาตรฐานกลาของงการชาร์จไฟฟ้าเป็นอย่างไร?

USB Power Delivery หรือ USB PD เป็นมาตรฐานการชาร์จที่สร้างขึ้นมาโดยหน่วยงาน USB-IF เป็นการเพิ่มความสามารถในการชาร์จขึ้นมาจากการใช้ส่งข้อมูลธรรมดา โดยมีการระบุชัดเจนว่าแต่ละเวอร์ชันส่งกระแสไฟได้เท่าไหร่ โดยเริ่มใช้ใน USB 3.1 เป็นต้นไป มีสเปครองรับแรงดันไฟฟ้า  (voltages) 5-48V และกระแสไฟฟ้า 0.5A/0.9A/1.5A/3A/5A ทำให้ได้พลังไฟฟ้าเต็มที่ 240W

แม้จะเป็นมาตรฐานกลาง แต่แบรนด์มือถือหลายค่ายก็ไม่ได้ใช้มาตรฐานนี้โดยตรง แต่เลือกเป็นเหมือนแนวทาง ในการต่อยอดมาตรฐานของตัวเองซะมากกว่า

สายชาร์จ Type C คืออะไรกันนะ?

สายชาร์จ Type C สายแบบ USB A to USB C ที่มาพร้อมความปลอดภัยในการใช้งานมากกว่าสายชาร์จแบบปกติ นอกจากนี้ยังรองรับการจ่ายไฟตั้งแต่ 3 A ถึง 5 A สามารถเสียบปลายสายด้านใดก็ได้ สายชาร์จที่ถูกพัฒนาให้ชาร์จไวขึ้น พร้อมถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันสาย USB Type-C ถูกพัฒนามาจนถึงเทคโนโลยีเวอร์ชั่น 3.1 สามารถส่งข้อมูลได้ในอัตราความเร็วที่สูงกว่า วิดีโอ 4K และทำให้การถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลได้สูงสุดถึง 10 Gbps มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อดีของระบบ Fast Charge ที่ควรรู้

●เติมแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ได้โดยใช้ระยะเวลาไม่นานมาก

●อแดปเตอร์มักมีขนาดไม่ใหญ่มาก ทำให้พกพาง่าย

●อุปกรณ์ที่รองรับการชาร์จเร็ว (อุปกรณ์พกพา เช่น แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน) มักจะใช้ร่วมกันได้ เพราะมาจากพื้นฐานเทคโนโลยีรูปแบบเดียวกัน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับการ “ทำความเข้าใจกับ Fast Charge” ที่เราได้นำมาให้ทุกๆ ท่านได้อ่านเป็นความรู้กัน หวังว่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจและดึงดูดทุกๆ ท่านให้อ่านจนจบพร้อมกับได้ประโยชน์กันนครับ

สายชาร์จโทรศัพท์
4 วิธีการดูแลสายชาร์จโทรศัพท์

ว่ากันด้วยเรื่องของสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นอวัยวะส่วนที่ 33 นั้นก็คือ “โทรศัพท์มือถือ” ก็คงจะไม่เกินจริงเลยหล่ะครับ เพราะด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น ทำให้โทรศัพท์มือถือของเรานั้น สามารถทำได้เกือบทุกอย่าง ยกเว้นเพียงแต่ให้ทำให้เราได้พักสายตานั้นเองครับ แต่การใช้งานโทรศัพท์หนักๆ ก็คงจะต้องมีการชาร์จกันอย่างแน่นอน วันนี้เราจึงอยากพาทุกๆ ท่านไปพบกับ “4 วิธีการดูแลสายชาร์จโทรศัพท์”  กันสักหน่อยเพื่อให้สายชาร์จอยู่กับเราไปนานๆ ครับ จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น….เราไปชมกันเล้ยย!!

โทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน

โทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นระบบแอนดอรยด์หรือ IOS ก็คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารสองทางผ่านโทรศัพท์มือถือใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยผ่านสถานีฐาน โดยเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือ แต่ละผู้ให้บริการจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของโทรศัพท์บ้านและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการอื่น

ระบบแอนดรอยด์กับ IOS ต่างกันอย่างไร?

●ด้านการใช้งาน Android จะมีความเป็นอิสระในการใช้งานมากกว่า iOS เนื่องจากว่าสามารถปรับแต่งการตั้งค่าของเครื่องได้มากมาย โดยที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกหรือติดตั้งแอปพลิเคชันภายนอกได้ สำหรับ iOS หากต้องการที่จะปรับแต่งการตั้งค่าได้มากยิ่งขึ้นจะต้องทำการปลดล็อกระบบหรือที่เรียกกันว่า การเจลเบรค

●ด้านความปลอดภัย ความปลอดภัยของ iOS จะมีความปลอดภัยมากกว่า Android เนื่องจากว่าเป็นระบบปิด การนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากหรือการไม่ยอมให้ติดตั้งแอปพลิเคชันจากภายนอกได้ ดังนั้นต้องดาวน์โหลดจาก App Store เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจาก Android ที่ยินยอมให้ผู้ใช้สามารถติดตั้ง แอปพลิเคชันจากไฟล์ที่ดาวน์โหลดได้ แต่ปัจจุบันใน Android จะมีระบบที่เรียกว่า Safety Net ที่สามารถสแกนอุปกรณ์หรือแอปพลิเคชันที่เป็นอันตรายได้

●ด้านการอัปเดตระบบปฏิบัติการ iOS จะได้รับการอัปเดตได้ยาวนานกว่า เพราะ iOS ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ได้เฉพาะอุปกรณ์ของ Apple ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เข้าถึงฮาร์ดแวร์ได้โดยตรง

●ด้านฟังก์ชันของระบบ iOS มีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายน้อยกว่าเพราะ Apple เป็นผู้สร้างสรรค์เพียงแหล่งเดียว ต่างจาก Android ที่มีฟังก์ชันการทำงานหลากหลายเพราะระบบปฏิบัติการเป็นแบบเปิด ทุกบริษัทผู้ผลิตมือถือจะช่วยกันพัฒนาและทาง Google ก็จะนำมาใส่ในระบบปฏิบัติการ Android รุ่นต่อไป

4 วิธีการดูแลสายชาร์จ

●เลี่ยงการชาร์จไปพร้อม ๆ กับการใช้งาน สิ่งที่ทุกคนละเลย และมักจะชอบทำเป็นนิสัยนั่นก็คือ การชาร์จไฟไปเล่นสมาร์ทโฟนไปด้วยการที่เราชาร์จไปเล่นไปส่งผลทำให้สายกับข้อต่อจะเกิดการค้งงอผิดรูปทำให้บริเวณสายไฟกับข้อต่อเกิดการหักได้

●เก็บสายชาร์จให้ถูกวิธี วิธีการเก็บสายชาร์จให้ถูกวิธีเป็นอีกหนึ่งข้อที่สำคัญเราควรม้วนเก็บสายชาร์จใเป็นวงใหญ่มีความหลวมเล็กน้อย หรือควรเก็บไว้ในช่องแยก หรือ อาจซื้อกระเป๋าเล็ก ๆ หรือหากใครไม่อยากเก็บใส่กระเป๋าก็ควรที่จะม้วนเก็บให้เรียบร้อยก่อนใส่กระเป๋า เพื่อป้องกันไม่ให้สายชาร์จไปพันกับอุปกรณ์อื่นทำให้สายชาร์จเกิดการงอ หัก หรือสายไฟขาดได้

●หมั่นทำความสะอาด เพราะการทำความสะอาดหัวชาร์จจะช่วยการนำเข้ากระแสไฟในการชาร์จคงที่และไม่ทำให้สายพังหรือเครื่องร้อนจนเกินไป

●อย่าดึงปลั๊กแบบลวกๆ ไม่ระวัง  เวลาที่เราเสียบสายชาร์จ หรือถอดสายชาร์จออก เราควรจับบริเวณตรงหัวพลาสติกแข็งเท่านั้น ไม่ควรที่จะดึงตรงสายชาร์จโดยตรง หรือดึงตรงส่วนข้อต่อ เพราะหากว่าเราดึงแรงๆ อาจส่งผลให้สายไฟด้านในเกิดความเสียหาย หรือเกิดการฉีกขาดได้

และนี้ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับ “4 วิธีการดูแลสายชาร์จโทรศัพท์” และระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์ที่เราได้รวบรวมมาฝากทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้น หวังว่าจะชอบกันนะครับ

ถนอมสายชาร์จ
ทำไมเราต้องถนอมสายชาร์จ

โทรศัพท์มือถือนับว่าสำคัญมากๆ แต่หากไม่มีแบตเตอร์รี่แล้วหล่ะก็…ก็ไม่ต่างจากที่ทับกระดาษดีๆ นี่เอง ดังนั่นการถนอมสายชาร์จเป็นอะไรที่ควรที่จะดูแลอย่างใกล้ชิดอีกทั้งราคาสายและตัวหัวชาร์จราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ อีกด้วยครับ บทความนี้จะขอพาทุกๆ ท่านไปพบกับ “ถนอมสายชาร์จมือถือ” ด้วยวีธีง่ายๆ กันครับ

วิธีถนอมสายชาร์จและแท่นชาร์จ

การดูแลสายชาร์จให้คงสภาพใหม่ นอกจากจะช่วยให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพดีแล้ว ยังส่งผลให้เราไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่! ซึ่งสามารถทำได้ดังต่อไปนี้

1. อย่าดึงปลั๊ก ด้วยความรุนแรง! เวลาที่เราเสียบสายชาร์จ หรือถอดสายชาร์จออก เราควรจับบริเวณตรงหัวพลาสติกแข็งเท่านั้น ไม่ควรที่จะดึงตรงสายชาร์จโดยตรง หรือดึงตรงส่วนข้อต่อ เพราะหากว่าเราดึงแรง ๆ อาจส่งผลให้สายไฟด้านในเกิดความเสียหาย หรือเกิดการฉีกขาดได้ ไม่ใช่แค่กับสายชาร์จที่ทำจากยาง TPE เท่านั้นนะ รวมไปถึงสายชาร์จทุกประเภท เราก็ไม่ควรกระชาก ควรที่จะเบามือที่สุด และจับแค่บริเวณส่วนหัวพลาสติกของสายไฟเท่านั้น เพื่อช่วยป้องกันไฟดูด และยังช่วยถนอมสายชาร์จของเราให้ใช้งานได้นานที่สุด

2. เลี่ยงการชาร์จไปพร้อม ๆ กับการใช้งาน สิ่งที่ทุกคนละเลย และมักจะชอบทำเป็นนิสัยนั่นก็คือ การชาร์จไฟไปเล่นสมาร์ทโฟนไปด้วยการที่เราชาร์จไปเล่นไปส่งผลทำให้สายกับข้อต่อจะเกิดการค้งงอผิดรูปทำให้บริเวณสายไฟกับข้อต่อเกิดการหักได้ และ ส่งผลให้เกิดความร้อนทั้งกระแสไฟที่เพิ่มปริมาณมาก และเป็นสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่ของเราเสื่อมลงเร็วอีกด้วย ร้ายไปกว่านั้นเครื่องและสายรวมทั้งอาจทำให้เครื่องระเบิดได้เลยนะครับ

3. ไม่ควร เอาอะไรมาพัน หรือติดที่สายชาร์จ ตอนนี้หลายคนหันมาหาของตกแต่งไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตุ่น เชือกพลาสติก หรือสติ๊กเกอร์มาแปะติดที่สาย หรือหัวชาร์จเพิ่มความน่ารัก แต่หารู้ไม่ว่าอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่ทำงานด้วยไฟฟ้า มักจะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาดังนั้นหากเรานำของเหล่านี้มาตกแต่งจะส่งผลทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนได้ จึงเกิดความเสี่ยงทำให้เกิดความร้อนสะสม จนไปถึงอาจระเบิดได้อีกด้วย

4. การดูแลทำความสะอาด การทำความสะอาดอุปกรณ์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นพร้อมทำให้สายชาร์จดูใหม่น่าใช้อยู่ตลอดเวลา โดยวิธีทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่าย เช่น ผ้า แอลกอฮอล์ สเตคลีน เช็คออก เป็นต้น

เคล็ดลับการดูแลแบตเตอรี่

อย่าทิ้งแบตเตอรี่ลิเธียมไว้ที่ 0% นานเกินไป หากคุณไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่งให้ทิ้งไว้แบบยังคงมีแบตเตอรี่อยู่บ้าง โดยชาร์จประมาณ 50% คุณจะพบว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่าง 5% ถึง 10% ในแต่ละเดือน และหากคุณปล่อยให้แบตเตอรี่หมดก็อาจไม่สามารถเก็บประจุได้เลย นั่นอาจเป็นสาเหตุที่อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของโทรศัพท์เครื่องเก่าแย่ลงมาก หลังจากเก็บไว้ในลิ้นชักไม่กี่เดือนแม้ว่าจะไม่ได้ใช้ก็ตาม

ควรชาร์จโทรศัพท์ข้ามคืนหรือไม่?

ตามกฎแล้วคุณควรหลีกเลี่ยง แม้ว่ามันจะสะดวกในการตื่นขึ้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่เต็มในตอนเช้า แต่การชาร์จเต็มแต่ละครั้งจะนับเป็น ‘รอบ’ และโทรศัพท์ของคุณ ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้ตามจำนวนที่กำหนดเท่านั้น ในขณะที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีเซ็นเซอร์ในตัว เพื่อปิดการชาร์จเมื่อถึง 100%

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับการ “ที่ต้องถนอมสายชาร์จ” เราได้นำฝากกันในบทความนี้ เราหวังว่าทุกๆ ท่านจะชอบกันนะครับ

ชาร์จแบตมือถือ
เลือกที่ชาร์จอย่างไรให้เหมาะกับคุณ

การเลือกสายชาร์จและที่ชาร์จแบตเตอร์โทรศัพท์อย่างเหมาะสม จะช่วยทำให้การชาร์จแบตของคุณประหยัดเวลามากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการถนอมอายุการใช้งานของแบตโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจึงอยากพาทุกๆ ท่านไปพบกับ “เลือกที่ชาร์จอย่างไร? ให้เหมาะกับคุณ” กันครับ

ทำความรู้จักกับการ ชาร์จแบตมือถือ

การชาร์จแบตมือถือก็เปรียบเสมือนการเติมอาหารหรือพลังงานไฟฟ้าให้กับแหล่งกักเก็บอย่าง แบตเตอร์รี่ ที่จะใช้เป็นแหล่งพลังงานของมือถือแต่ละเครื่องนั้นองครับ

วิธีการเลือกซื้อหัวชาร์จ?

สำหรับวิธีการเลือกซื้อหัวชาร์จนั้นจะแบ่งจุดสังเกตออกเป็นหัวข้อหลัก ๆ ได้แก่

ปริมาณไฟขาเข้า: บางครั้งคุณกลับมาจากการเรียนต่อต่างประเทศ แต่มือถือที่คุณซื้อที่นั่นทำไมถึงเอากลัวมาชาร์จที่ไทยไม่ได้ หรือมีกลิ่นไหม้บนอะแดปเตอร์ ส่วนมากก็มาจาก ปริมาณไฟขาเข้าที่แตกต่างกัน (ตามปกติบ้านเราไฟแรงกว่าที่อื่น ทำให้ส่วนมากจะเกิดอาการหัวชาร์จไหม้) แม้ว่าหัวชาร์จใหม่ ๆ ส่วนมากจะเป็น Smart Charger กันหมดแล้ว แต่ถ้าซื้อมาจากต่างประเทศพอกลับไทยถ้าไม่ใช่ของแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่างหัวชาร์จ Apple หัวชาร์จ Samsung หรือระดับเทียบเท่ากัน แนะนำให้ลองหาซื้อใหม่ในไทยเพื่อความชัวร์ ไม่อย่างนั้นอาจจะสร้างความเสียหายให้ทั้งสายชาร์จและหัวชาร์จได้

ปริมาณไฟขาออก: ต่อมาเรามาดูที่ปริมาณไฟขาออกว่าตัวหัวชาร์จสามารถขับไฟออกได้เท่าไหร่ กระแสเท่าไหร่ ก็มาจาก W และ A ของตัวอะแดปเตอร์เรานี่แหละ โดยการหัวชาร์จมือถือทั่วไปก็จะเริ่มต้นที่ 5 W ไปจนถึง 20 W สำหรับหัวชาร์จเร็ว (Fast Charger) ส่วนกระแสนั้นก็พยายามเลือกให้สัมพันธ์กับสายชาร์จของเรา เช่นถ้าเราใช้สาย 2.1 A ตัวหัวก็ควรเป็น หัวชาร์จ 2.1 A เป็นต้น

ควรชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ให้เต็ม 100% หรือไม่?

คำตอบคือไม่ควรหรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่ทุกครั้ง บางคนแนะนำให้คุณชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ (รอบการชาร์จ) เดือนละครั้ง เนื่องจากการปรับเทียบแบตเตอรี่ใหม่จะเหมือนกับการรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ แต่คนอื่นมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปแล้ว เพราะมันมีไว้ใช้กับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในโทรศัพท์เก่า ๆ เท่านั้น

ควรชาร์จโทรศัพท์ข้ามคืนหรือไม่?

ตามกฎแล้วคุณควรหลีกเลี่ยง แม้ว่ามันจะสะดวกในการตื่นขึ้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่เต็มในตอนเช้า แต่การชาร์จเต็มแต่ละครั้งจะนับเป็น ‘รอบ’ และโทรศัพท์ของคุณ ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้ตามจำนวนที่กำหนดเท่านั้น ในขณะที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีเซ็นเซอร์ในตัว เพื่อปิดการชาร์จเมื่อถึง 100% แต่บางทีมันหากมันยังเปิดอยู่ก็จะทำให้แบตเตอรี่หายไปเล็กน้อยในขณะที่ไม่ได้ใช้งาน

ฟังก์ชันชาร์จเร็วจะทำให้โทรศัพท์เสียหายหรือไม่?

แม้ว่าการชาร์จอย่างรวดเร็วจะไม่เป็นอันตรายต่อแบตเตอรี่โทรศัพท์ของคุณ แต่ในเรื่องความร้อนก็อาจจะที่เกิดขึ้นได้ มันอาจจะส่งผลต่ออายุการใช้งานในอนาคต ดังนั้นคุณจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ฟังก์ชันการชาร์จเร็วแบบพอดี ๆ ในช่วงเวลาที่เร่งรีบจริง ๆ จะดีกว่าใช้การชาร์จเร็วเป็นประจำทุก ๆ วันเพราะเครื่องจะร้อนเอามากๆ นั้นเองครับ

2 วิธีชาร์จมือถือที่ถูกต้องแบบง่ายๆ

อย่าใช้แบตหมดจนเครื่องดับ ถึงแม้ทุกวันนี้มือถือจะมีระบบที่จะปิดตัวเองก่อนที่แบตเตอรี่จะหมดจริง ๆ แต่การชาร์จไฟเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อยก็จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้นได้เช่นกัน (ง่าย ๆ คือยิ่งชาร์จตอนเหลือน้อยเท่าไร อายุแบตเตอรี่ก็จะยิ่งสั้นเท่านั้น) โดยสิ่งที่ควรทำจริง ๆ คืออย่างมากควรจะชาร์จแบตเตอรี่ตอนเหลือน้อยที่สุด 40% – 50% หรือให้ดี ชาร์จมันบ่อย ๆ เลยก็ได้ จะช่วยลดปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมไปได้ในระดับหนึ่ง

เลี่ยงการใช้งานระหว่างชาร์จ ในการใช้งานมือถือไป ชาร์จไฟไปนั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง หากเป็นไปได้ควรวางเอาไว้เฉย ๆ หรือทางที่ดี ปิดเครื่องไปเลยก็ได้ครับ เพราะเวลาชาร์จไฟขณะเล่นไปด้วยนั้นจะทำให้มีการอัดไฟเพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดความร้อนอย่างมาก ซึ่งทั้งกระแสไฟปริมาณมากและความร้อนที่เกิดขึ้นคือสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว

การชาร์จแบต
ทำความรู้จักเกี่ยวกับ การชาร์จแบต ต่างๆ

การชาร์จแบตโทรศัพท์ มีหลักการที่เราควรรู้มากกว่าที่คิด เราต้องชาร์จแบตทุกๆ วัน จึงทำให้เราอาจพลาดหรือไม่ระวังจนทำให้เกิดความศูนย์เสียต่อทรัพย์สินหรืออันตรายต่อร่างกายเราได้อีกด้วย วันนี้เราจะขอพาท่านผู้อ่านไปพบกับ “การชาร์จแบตที่ดี” ควรทำอย่างไรกันครับ

หลักการชาร์จแบตที่ถูกต้อง

●อย่าใช้แบตหมดจนเครื่องดับ

ถึงแม้ทุกวันนี้มือถือจะมีระบบที่จะปิดตัวเองก่อนที่แบตเตอรี่จะหมดจริง ๆ แต่การชาร์จไฟเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อยก็จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้นได้เช่นกัน (ง่าย ๆ คือยิ่งชาร์จตอนเหลือน้อยเท่าไร อายุแบตเตอรี่ก็จะยิ่งสั้นเท่านั้น) โดยสิ่งที่ควรทำจริง ๆ คืออย่างมากควรจะชาร์จแบตเตอรี่ตอนเหลือน้อยที่สุด 40% – 50% หรือให้ดี ชาร์จมันบ่อย ๆ เลยก็ได้ จะช่วยลดปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมไปได้ในระดับหนึ่ง

●อย่าปล่อยให้เครื่องร้อน อยู่ในที่เย็นยิ่งดี

การใช้งานมือถือจนร้อนไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามรวมถึงการทำให้แบตเตอรี่โดนความร้อนหรือทิ้งมือถือเอาไว้กลางแดดนั้นจะไม่ส่งผลดีต่อตัวมือถือและแบตเตอรี่เลยสักนิด เพราะจากข้อมูลในตารางด้านบน การที่แบตเตอรี่เจอความร้อนมาก ๆ จะทำให้ความจุแบตเตอรี่ลดลงเร็วขึ้นด้วย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากใช้งานหรือกระทำการใด ๆ จนเครื่องร้อนนั้น ควรปล่อยให้เครื่องเย็นลงก่อนถึงค่อยเอาไปชาร์จนะครับ

●เลี่ยงการใช้งานระหว่างชาร์จ

ในการใช้งานมือถือไป ชาร์จไฟไปนั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง หากเป็นไปได้ควรวางเอาไว้เฉย ๆ หรือทางที่ดี ปิดเครื่องไปเลยก็ได้ครับ เพราะเวลาชาร์จไฟขณะเล่นไปด้วยนั้นจะทำให้มีการอัดไฟเพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดความร้อนอย่างมาก ซึ่งทั้งกระแสไฟปริมาณมากและความร้อนที่เกิดขึ้นคือสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว และหากเลวร้ายอาจถึงขั้นระเบิดใส่เลยก็ได้ ดังนั้นหากเราไม่ใช้งานมือถือหรือปิดเครื่องไปเลย กระแสไฟที่วิ่งเข้าไปในเครื่องก็จะไม่สูงเกินไป ทำให้เกิดความร้อนน้อยมาก ๆ ช่วยให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย

●สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไปเรื่อย ๆ ได้แม้ไฟเต็ม

ในปัจจุบันนี้ทั้งมือถือและที่ชาร์จจะมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็มอยู่ ดังนั้นไม่ต้องไปกลัวว่าถ้าเสียบชาร์จทิ้งไว้นาน ๆ แล้วแบตเตอรี่จะเสื่อมเลย เว้นเสียแต่ว่าแบตเตอรี่หรือที่ชาร์จนั้นไม่ใช่ของแท้หรือไม่ได้มาตราฐาน ก็อาจจะมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เนื่องจากของไม่แท้หรือไม่ได้มาตราฐานอาจจะไม่มีระบบตัดไฟติดมาด้วย หากไปคาดหวังให้ชิ้นส่วนอื่น ๆ ช่วยตัดไปแทนแล้วเกิดระบบส่วนอื่น ๆ ไม่ทำการตัดไฟ เราก็จะเจอเหตุการณ์มือถือระเบิดใส่ระหว่างชาร์จ ดังที่เราเห็นในข่าวนั่นเอง

●อย่าอัดประจุเพิ่มด้วยที่ชาร์จไฟแรง ๆ

ในการชาร์จไฟเราต้องเคยเอามาลองทำกันแน่นอนอยู่แล้วกับการเอาที่ชาร์จไฟกำลังสูงมาชาร์จมือถือ ซึ่งมันก็ช่วยให้การชาร์จเร็วขึ้น แถมบางครั้งก็ยังใช้ได้นานกว่าปกติอีกด้วย แต่นั่นก็เพราะว่าไฟที่เข้าไปในแบตเตอรี่นั้นมันเกิน 100% ของที่แบตเตอรี่เก็บได้นั่นเอง อย่างเช่นเวลาเราไปช๊อปปิ้งแล้วพยายามยัดของลงถุงพลาสติดที่เตรียมมาไม่พอใช้ให้สามารถใส่ของลงไปได้หมด แรก ๆ อาจจะยังพอยัดได้ แต่พอนาน ๆ เข้าตัวถุงก็จะเกิดการฉีดขาดหรืออาจจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร ทางที่ดีก็ควรเลือกใช้ที่ชาร์จที่มากับเครื่องจะดีที่สุด หรืออย่างน้อยก็ควรใช้ที่ชาร์จที่ปล่อยไฟได้เท่ากับที่ชาร์จของตัวเครื่องนั่นเอง

เห็นแล้วใช่มั้ยหล่ะครับว่า “การชาร์จแบตที่ดี” สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ทำตามข้อมูลที่เราหามาข้างต้นกันครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันน้า

การชาร์จแบตโทรศัพท์
ชาร์จแบตข้ามคืนส่งผลเสียกว่าที่คุณคิด

เรื่องของการชาร์จแบตโทรศัพท์ เป็นอะไรใกล้ตัวสำหรับทุกๆ ท่านอย่างแน่นอน เป็นเพราะว่าเราจะต้องใช้โทรศัพท์ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดจึงทำให้แบตหมดลงอย่างรวดเร็วได้ แต่การชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืน อาจจะส่งผลเสียต่อเครื่องโทรศัพท์มากกว่าที่คุณคาดคิด วันนี้เราจะพาทุกๆ ท่านไปหาคำตอบและหาความรู้กันครับ

ชาร์จแบตข้ามคืนส่งผลต่อโทรศัพท์อย่างไรบ้าง?

หลายคนอาจกังวลว่า ชาร์จแบตทิ้งไว้เป็นเวลานาน แบตจะเสีย เสื่อม หรือระเบิดรึป่าว แต่เนื่องจากสมัยนี้โทรศัพท์ถูกออกแบบมาให้หยุดชาร์จเมื่อไฟเต็ม จึงไม่ส่งผลเสียใดๆ กับแบตเตอรี่ เราจึงสบายใจได้ว่า หากเสียบชาร์จโทรศัพท์ทิ้งไว้ทั้งคืน หรือแม้อาจข้ามต่อไปอีกหลายวันก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆ

อย่างไรก็ตาม เราควรคำนึกว่า ชาร์จอย่างไรให้ปลอดภัย ซึ่งการชาร์จแบตเตอรี่ให้ปลอดภัยนั้น มีปัจจัยหลายส่วน คือ

●อุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีคุณภาพ ทั้งตัวเครื่องและอุปกรณ์เสริม ควรได้รับมาตรฐาน และผลิตหรือจัดจำหน่ายอย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ

●สภาพภายนอกของอุปกรณ์ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยขาด บุบ ละลาย หรือมีความเสียหายอื่นๆ

●เสียบชาร์จไฟให้แน่นสนิท ทั้งด้านที่เสียบกับไฟฟ้าบ้าน จุดที่เสียบสายชาร์จเข้ากับ Adaptor และส่วนที่เสียบเข้ากับตัวเครื่อง

สภาพแวมล้อมระหว่างชาร์จควรระบายความร้อนได้ดี เช่น ไม่วางโทรศัพท์บนเตียง ผ้า หรือไม่วางใกล้กับอุปกรณ์ให้ความร้อน

3 วิธีการเลือกสายชาร์จให้เหมาะสมกับอุปกรณ์

ก่      อนที่เราจะไปดูวิธีการดูแลสายชาร์จ เราควรรู้วิธีการเลือกสายชาร์จยังไงให้เหมาะกับอุปกรณ์ เพื่อที่ว่าเราจะได้ใช้งานสายชาร์จได้อย่างถูกต้อง และตรงตามอุปกรณ์ที่เราใช้งานอยู่ หลัก ๆ มีอยู่ 3 ข้อที่สำคัญ

 – พอร์ต หรือขั้วชาร์จที่รองรับ ก่อนจะเลือกซื้อสายชาร์จทุกครั้ง เราต้องรู้ก่อนว่า สมาร์ทโฟนที่เราใช้งานอยู่นั้นเป็นพอร์ต หรือขั้วแบบไหน เพื่อที่ว่าเราจะได้เลือกใช้งานได้ถูกต้อง นอกจากเราควรเลือกหัวพอร์ตชาร์จ หรือมีฉนวนส่วนหุ้มที่สายชาร์จ ต้องได้มาตรฐานมีคุณภาพ เพื่อที่จะไม่ทำให้หัวพอร์ตเกิดการแตกหักได้ง่าย และป้องกันไม่ให้เกิดไฟรั่วอีกด้วยครับ 

 – การจ่ายไฟของสายชาร์จ เราควรเลือกสายชาร์จให้ตรงตามอุปกรณ์ เช่น หากสมาร์ทโฟนเราสามารถรองรับการชาร์จเร็วได้ เราก็ควรเลือกใช้งานสายชาร์จเร็วด้วยเช่นกัน เพื่อจะส่งผลช่วยชาร์จแบตเตอรี่ของเราได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประหยัดเวลาได้มากขึ้น ในปัจจุบันระบบการชาร์จเร็วมีค่อนข้างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น Fast Charging, Quick Charge หรือ จ่ายไฟแบบ PD การเลือกสายชาร์จที่ดีควรเลือกใช้งานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการชาร์จที่สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์เสริมของเราสามารถรองรับเพื่อให้ชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

– วัสดุสายชาร์จ สายชาร์จจะมีการเลือกใช้วัสดุ 2 ชนิด คือ วัสดุที่ทำจากพลาสติก หรือยาง TPE จะมีความยืดหยุ่นสูง หลากแบรนด์ผู้ผลิตมักเลือกใช้วัสดุประเภทนี้ผลิตสายชาร์จ และต่อมาคือ วัสดุที่ทำจาก เชือกถักไนล่อน จะมีความแข็งแรง ทนทาน จะโดดเด่นในเรื่องของสีสันความสวยงาม ความแตกต่างของ 2 วัสดุนี้คือเรื่องของความแข็งแรง ดีไซน์ความสวยงาม ความทนทานที่แตกต่างกัน และการใช้งาน ดังนั้นอยากให้ผู้ใช้งานเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุดครับ

ความเชื่อผิดๆ ในการชาร์จมือถือที่คุณอาจทำมาตลอดโดยไม่รู้ตัว

ชาร์จมือถือข้ามคืนอาจทำให้มือถือระเบิด  เราไม่สามารถโอเวอร์ชาร์จสมาร์ทโฟนจากการชาร์จโดยปกติได้ เนื่องจากสมาร์ทโฟนทุกรุ่นในปัจจุบันจะมีวงจรควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้า ที่จะค่อยๆ ลดการจ่ายกระแสไฟลงเรื่อยๆ เมื่อการชาร์จเข้าใกล้ 100%

ควรใช้จนแบตหมดเกลี้ยงแล้วค่อยชาร์จจนเต็ม การปล่อยให้แบตเตอรีสมาร์ทโฟนหมดเกลี้ยงแล้วค่อยชาร์จจนเต็มไม่ได้ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรีขึ้นเลย กลับกันมันยังทำให้แบตเสื่อมเร็วอีกด้วย

โอ้โหวได้ความรู้มากกว่าที่คาดไว้เลยหล่ะครับ หวังว่าท่านผู้อ่านจะเข้าใจเกี่ยวกับการชาร์จแบตกันมากขึ้นกันนะครับ

วิธีถนอมสายชาร์จ
5 วิธีถนอมสายชาร์จให้ใช้งานได้นาน

โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนเปรียบได้ว่าเป็น “สิ่งของจำเป็น” สำหรับชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก เพราะอะไรอะไร ณ ตอนนี้ก็สามารถดำเนินการผ่านโทรศัพท์ได้ทั้งนั้น แต่หากโทรศัพท์เราแบตหมดก็จะทำให้ชีวิตของคุณในช่วงเวลานั้นๆ ยุ่งยากขึ้นมาทันที บทความนี้จะขอพาทุกๆ ท่านไปค้นหาความรู้เกี่ยวกับ “5 วิธีถนอมสายชาร์จให้ใช้งานได้นาน” กันครับ

ความสำคัญของโทรศัพท์มือถือต่อชีวิตประจำวัน

เมื่อโลกก้าวเข้ามาสู่ยุคแห่งการสื่อสารไร้สาย โทรศัพท์มือถือจึงมีบทบาทสำคัญสำหรับการติดต่อสื่อสาร และได้แทรกซึมไปกับการใช้ชีวิตประจำวันทุกช่วงเวลาไปอย่างไม่รู้ตัว จนทำให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของการใช้ชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งทำให้โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญเปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว เนื่องจากมีฟังก์ชันหลากหลายที่ตอบโจทย์ในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปสวยๆ หรือจะโทรแบบวิดีโอคอล การส่งข้อความได้ฟรีๆผ่านแอปพลิเคชัน หรือจะเล่นเกมส์ ช้อปปิ้งออนไลน์ และที่สำคัญคือทำให้เราสามารถติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายๆ ผ่านแอพอีกด้วย

5 วิธีดูแลสายชาร์จ

เก็บสายชาร์จให้ถูกวิธี – ม้วนดี ๆ – ใส่เคสแยก

การม้วนเก็บสายชาร์จให้ถูกวิธีทำได้โดยม้วนเป็นวงใหญ่ ๆ หลวม ๆ เก็บไว้ในช่องแยกของกระเป๋า หรือ อาจ ซื้อ กระเป๋าใบเล็ก เคสเก็บสายชาร์จ หรือ ที่เก็บสายชาร์จมาไว้เก็บสายชาร์จโดยเฉพาะ สละเวลาม้วนสักหน่อยอย่าขยำสายแล้วเก็บลงไปในกระเป๋า เพื่อป้องกันไม่ให้สายชาร์จไปพันหรือถูกอุปกรณ์อื่นในกระเป๋ากดทับอาจทำให้สายงอผิดรูป หัก หรือ ด้านในสายไฟขาดได้

เบามือกับสายชาร์จ – ดึงปลั๊กที่หัวพลาสติก

เวลาที่เราเสียบสายชาร์จหรือถอดสายชาร์จออกควรจับบริเวณหัวพลาสติก ไม่ควรดึงที่สายโดยตรงหรือดึงตรงข้อต่อ เพราะการดึงแรง ๆ เช่นนั้นจะทำให้สายไฟด้านในถูกกระชากและอาจฉีกขาดได้ ไม่ใช่แค่กับสายชาร์จ iPhone เท่านั้น แต่กับปลั๊กไฟทุกประเภทก็ควรเบามือและจับบริเวณหัวพลาสติกของสายไฟเพื่อถนอมสายด้านในและป้องกันไฟดูดด้วย หากมีรอยรั่วบริเวณสาย

อย่าให้ข้อโค้งงอ – ไม่ชาร์จไปเล่นไป

การชาร์จไปเล่นไปสายกับข้อต่อจะโค้งงอผิดรูปทำให้บริเวณสายไฟกับข้อต่อหักได้ และอีกประการหนึ่งก็คือการชาร์จไปเล่นไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งโทรศัพท์และตัวผู้ใช้เพราะทำให้การจ่ายไฟเข้าเครื่องไม่เสถียร เกิดความร้อนที่มากไปต่อตัวเครื่องและสายรวมทั้งอาจทำให้เครื่องระเบิดได้

ไม่ควรใส่อุปกรณ์เสริมมากเกินไป

จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เทรนด์ลูกปัดกันและเกลียวสปริงถนอมสายชาร์จสีสันสดสวยมาแรง หลาย ๆ คนเชื่อว่าการนำอุปกรณ์เหล่านั้นมาหุ้มสายชาร์จทั้งสายจะช่วยถนอมและยืดอายุการใช้งานแถมยังป้องกันสิ่งสกปรกได้ แต่นั่นเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะการนำอุปกรณ์เหล่านี้มาหุ้มทั้งสายนั้น จะทำให้เกิดความร้อนกว่ามาตรฐานต่อสายชาร์จและยังอาจทำให้สายชาร์จเสื่อมเร็ว เกิดการละลายหรือกรอบแตกอีกด้วย เพราะฉะนั้นหากต้องการเสริมความแข็งแรงควรเลือกเสริมแค่บริเวณข้อต่อก็เพียงพอแล้ว

เพิ่มความแข็งแรงให้ข้อต่อ – อุปกรณ์เสริม

เราสามารถใช้อุปกรณ์เสริมกันข้อต่อสายไฟหักมาเสริมความแข็งแรงและดูแลสายชาร์จของเราได้ อาจหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์โทรศัพท์และตามอินเทอร์เน็ต หรือหากต้องการอุปกรณ์ราคาประหยัดสามารถใช้ท่อหด D.I.Y มาหุ้มบริเวณข้อต่อสายชาร์จได้ ป้องกันการหักบริเวณยอดฮิตอย่างข้อต่อสายชาร์จ

เปลี่ยนอย่างไรกันบ้างครับกับ “5 วิธีถนอมสายชาร์จให้ใช้งานได้นาน” ที่เราได้หามาฝากทุกๆ ท่านกันในบทความนี้ เราหวังว่าจะชอบกันนะครับ

บุหรี่ไฟฟ้า
วิธีการเปลี่ยนคอยล์บุหรี่ไฟฟ้าและวิธีกาดูแลคอยล์ให้ใช้ได้นานๆ

หากพูดถึงอุปกรณ์หรือเครื่องมือสำหรับสิงห์อมควันทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่แล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จักกับเจ้า “E-cigarettes หรือ บุหรี่ไฟฟ้า” กันอย่างแน่นอนแล้วพวกท่านทราบกันหรือไม่ครับว่า…หลักการทำงานของบุหรี่ไฟฟ้านั้น ต่างจากบุหรี่ธรรมดาอย่างไร? ส่วนประกอบหลักๆ ของมัน มีอะไรบ้าง? แล้วเจ้า ‘คอยล์บุหรี่ไฟฟ้า’ นี้ทำหน้าที่อะไร? วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกันครับ

บุหรี่ไฟฟ้าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
E-Cigarette Health Facts – Will Electronic Cigarette Transform Lives –  Latest Research on E Cigarette, Effects of E Cigarette to human Health &  Can it be an New Life Saver

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก BBC

หลักการทำงานของบุหรี่ไฟฟ้า คือ การสร้างละอองลอยโดยใช้แบตเตอรี่เพื่อทำให้ของเหลวร้อนขึ้น ซึ่งมักจะมีนิโคติน สารปรุงแต่งรส และสารปรุงแต่งอื่นๆ ผู้ใช้สูดดมละอองนี้เข้าไปในปอด บุหรี่ไฟฟ้ายังสามารถใช้เพื่อส่งสารแคนนาบินอยด์ เช่น กัญชา และยาอื่นๆ

บุหรี่ไฟฟ้าจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักซึ่งได้แก่ แบตเตอรี่ (Battery) ตัวที่ทำให้เกิดไอและความร้อน (Atomizer หรือ Coil) และสุดท้ายคือตลับเก็บน้ำยา (Cartridge) และที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือ น้ำยา เพราะหากบุหรี่ไฟฟ้าจะทำงานได้ไม่เต็มรูปแบบถ้าขาดน้ำยา  

คอยล์บุหรี่ไฟฟ้าทำหน้าที่อะไร?

คอยบุหรี่ไฟฟ้า (heating Coils) เป็นส่วนประกอบของบุหรี่ไฟฟ้าโดยทำหน้าที่คือเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นความร้อนเพื่อสร้างไอน้ำที่เกิดจากน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า คอยบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จ ส่วนใหญ่จะอยู่ในอะตอมของบุหรี่ไฟฟ้า ในขณะที่คอยบางชนิดจะอยู่ในกล่องบุหรี่ไฟฟ้าเลย คอยบุหรี่ไฟฟ้า ทำหน้าที่นำไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปที่ขดลวด โดยมีสำลีหุ้มอยู่

เราควรเปลี่ยนคอยล์บุหรี่ไฟฟ้ามีไหร่?

วิธีการเปลี่ยนคอยล์บุหรี่ไฟฟ้าเพียงแค่ถอดชิ้นส่วนของคอยล์แยกออกจากตัวเครื่องและเปลี่ยนตัวใหม่เข้าไปแทน โดยสังเกตว่า ตัวคอยล์ไหม้เสียหายหรือไม่ นอกจากนี้ควรเช็คเบื้องง่ายๆ เพื่อเปลี่ยน

1.ขณะสูบมีเสียงดังผิดปกติ ตัวคอยล์ที่มีความร้อนจะทำการปฏิกิริยา กับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เกิดเสียงขึ้นได้เล็กน้อย หรือไม่มีเสียงเลย แต่ถ้าหากเกิดเสียงดังขึ้นจนผิดปกติแสดงว่าคอยล์บุหรี่ไฟฟ้าของคุณนั้นหมดอายุแล้ว ให้เปลี่ยนคอยล์ใหม่ได้เลย

2. มีกลิ่นไหม้ผสมปนมากับไอ หากการใช้งานสูบของคุณเริ่มสัมผัสได้ดึงกลิ่นของความฉุนแปลกๆ และมีกลิ่นไหม้ คุณควรทำใจและเข้าเว็บไซต์เพื่อซื้อคอยล์ใหม่ได้เลยเพราะเมื่อคอยล์ส่งกลิ่นไหม้แล้ว นั้นหมายถึงตัวลวดและตัวของสำลีของคอยล์ที่คุณใช้ได้หมดสภาพการใช้งานเป็นที่เรียบร้อย

3.เมื่อสูบแล้วควันน้อย สาเหตุเกิดจากการเสื่อมสภาพของคอยล์ที่ถูกใช้มาอย่างยาวนาน จึงทำให้ควันที่ได้อ่อนและบางลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากเปลี่ยนคอยล์ใหม่แล้วยังคงควันน้อยอยู่อาจจะเป็นปัญหาที่เกิดจากตัวเครื่องบุหรี่ไฟฟ้าของคุณเองก็เป็นได้

3 ขั้นตอนการดูแลคอยล์เบื้องต้น เพื่อไม่ให้ไหม้ไวจนเกินไป

●พยายามอย่าสูบถี่ติดกัน
●เลือกใช้น้ำยาที่ไม่หวานเกินไป เพราะจะทำคอยล์ไฟม้และทำให้สำลีดำไว
●ไม่ปล่อยให้น้ำยาแห้งคาแท้งค์

ความแตกต่างกันระหว่างบุหรี่ธรรมดากับบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอย่างไร?

บุหรี่ไฟฟ้ามีข้อดีที่แตกต่างจากการใช้บุหรี่ปกติทั่วไป เช่น บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีควันจากการเผาไหม้เหมือนในบุหรี่ปกติทั่วไป ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนประกอบของน้ำมันดินหรือทาร์ (Tar) และคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) หรือสารพิษอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองแตกได้นั้นเองครับ 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและตัวคอยล์ของบุหรี่ไฟฟ้าที่เราได้นำมาให้ทุกๆ ท่านได้ศึกษากันในวันนี้ เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้ที่แวะเวียนเข้าอ่านกันนะครับ เราหวังว่าจะเป็นตัวช่วยในแนะนำสำหรับทั้งมือใหม่และมือเก๋าได้เข้าใจถึงความสำคัญของคอยล์บุหรี่ไฟฟ้าครับผม